เรามาว่ากันด้วยเรื่องอาการป่วยๆ ของนัทต่อนะคะ

วันอังคาร เมื่อเข้าห้องพักได้แล้ว นัทก็อัญเชิญพระมารดาไปทำงาน เพราะคิดว่าไม่เป็นไรแล้ว มีอะไรก็กดเรียกพยาบาลเอาแล้วกัน พอมารดาดิฉันไปได้สัก 30 นาที อาหารก็มา

อย่างที่เล่าไปแล้วว่าตอนอาหารเช้า ทานไม่ลงเลย เพราะเจ็บคอและไข้ขึ้นสูงมาก ก็เลยกัดขนมปังไปได้แค่คำเดียวเอง แล้วก็ด้วยความโง่ เลยดื่มน้ำส้มไปเกือบ 2 แก้ว เพราะคิดว่าควรจะมีอะไรรองท้อง และน้ำส้มเนี่ยคล่องคอสุดแล้ว ก็เลยดื่มไป เพราะเคยอ่านมาว่า เช้าๆ น้ำตาลในเลือดจะต่ำค่ะ พอรอหมอนี่เห็นซึ้งในรสพระธรรมเลย ใช่...มีอะไรรองท้อง แต่....มันพะอืดพะอมมาก จะอาเจียน

อาหารเที่ยงเราไม่ได้เลือกไงคะ ให้เขาจัดอะไรมาก็ได้เลย แต่พยาบาลก็ถามมาว่าจะสั่งเองไหม แต่ถ้าสั่งเนี่ยประกันสังคมมันไม่ครอบคลุมนะ เราก็นึกไงไม่ทราบ --> งกอ่ะดิ ก็ไม่ใช่เพราะตอนนั้นอย่าให้คิดอะไรเลย คิดไม่ออก บอกไปว่าอะไรก็ได้ค่ะ จัดมาเถอะ เขาก็เลยออกไป ผลคือ ก๊วยจั๋บค่ะ กะน้ำสมุนไพรประมาณเก๊กฮวย+ตะไคร้ ผสมในแก้วเดียว --เกลียดตะไคร้ แล้วอีกแก้วก็กระเจี๊ยบ กับบัทเตอร์เค้กเนื้อหยาบๆ ฮือๆๆๆ ไม่อร่อยเลย คิดถึงเค้กฝีมือตัวเอง อย่างน้อย เนื้อก็นิ่มและแน่นกว่านี้นะ

พอทานอยู่ พยาบาลก็นำยาสารพัดมาวางให้ แล้วอธิบายว่านี่อะไร กินอะไร ยังไง แล้วก็ที่ปลายเตียงจะมีตู้เล็กๆ บนผนังไว้ใส่ยา อืมมมม เก๋

พอทานข้าวทานยาเสร็จ นัทก็โทรไปบอกน้องๆ ที่ร้านว่า เออแอดมิทนะ ท่าทางจะตกใจกันมากอยู่ แต่ฮ้อตก็บอกไปบ้างแล้ว เลยยังโอเค พอบอกที่ บอกห้องแล้วก็วาง โทรหาพี่พีทแล้วนอนเลย นอนยาวค่ะ มาตื่นอีกทีตอนพยาบาลมาเช็คอาการกับนำใบรายการอาหารวันรุ่งขึ้นมาให้เลือก ที่มีพระบิดาข้าพเจ้าเดินหน้าตื่นๆ ตามมาด้วย ก็เลือกไป เขามีให้เลือกมื้อละสองอย่าง ก็เลือกไป แล้วก็คุยกับคุณพ่อ เพราะเห็นแล้วว่าท่านดูห่วงๆ พอบอกว่าเป็นอะไร ท่านก็แกล้งบอกว่าไม่ใช่มั้ง โรคออเซาะป่าป๊ามากกว่า ก็หัวเราะกันไป

พอนั่งสักพัก ท่านก็บอกว่าเย็นนี้จะไปซื้อข้าวมานั่งทานกับคุณแม่ในนั้น เราก็โอเค ท่านว่า เอาไก่ย่างนิตยาไหม นัทเบรคเอี๊ยดเลย ไม่ใช่ไม่ชอบนะคะ แต่นึกสภาพ หิ้วไก่บ้านย่างมาหนึ่งตัวค่ะ ห้องโรงพยาบาล อืมมม ไม่งามแฮะ แล้วก็เหนียวเกินอ่ะ ตอนนั้นเคี้ยวไม่ได้มาก เลยต่อรอง ไก่ห้าดาวเหอะ เอาอกไก่อบชานอ้อยค่ะ นิ่ม อร่อยกว่า --> คนป่วยแน่นะยะหล่อน สั่งซะ

ท่านพ่อก็เลยกลับไปซื้อข้าว + กลับไปดูคุณหมาที่รักด้วย เราก็คิด โถทิมมี่มันคงคอยซะคอยาวแย่เลย เพราะเราไม่กลับบ้านคืนนี้ คือหมาที่บ้านจะแปลกค่ะ พ่อแม่นัทกลับบ้านเฉยมากๆ แค่เดินมาทัก สั่นหางสองทีก็เดินไปนอนแล้ว ทั้งที่ท่านเป็นคนให้อาหาร แต่พอนัทกลับมานี่ กระโจนซะ ร้องไปสามบ้านเลย ทั้งๆ ที่นัทคือคนพาไปกร้อนขน อาบน้ำ ฉีดยาแท้ๆ หึหึ หมาโรคจิตตามเจ้าของ

เย็นๆ สักห้าโมงมารดาก็เดินเข้ามา ข้าวของพะรุงพะรัง เพราะเตรียมตัวมาค้าง นัทก็บอกว่าไม่ต้องค่ะ เพราะนัทไม่พิศมัยโซฟาที่นี่เอาซะเลย อันที่จริงโซฟาที่ไหนๆ นัทก็ไม่ชอบ เพราะถ้านัทนอนน่ะได้ แต่มารดาดิฉัน ดิฉันไม่อยากให้นอน มันลำบาก แต่ท่านว่ามาเหอะ ป๊าไม่ยอมหรอก

ก็ทานข้าวเย็นไปแล้วก็ไม่ยอมทานยาล่ะ เพราะรออกไก่อ่ะ ของโปรด แม่ก็เอะใจ ทำไมไม่ทานยาหลังอาหาร ลูกฉันนี่ พอเห็นพระบิดาควักถุงไก่ย่างเท่านั้นแหละ เฮ้อดังเชียว ว่าแล้วพ่อลูก แหมแม่ขา ของอร่อยนะนั่นน่ะ

ทานยาเสร็จ อะไรตามมารู้ไหมคะ ยาฆ่าเชื้อค่ะ ทุก 6 ชั่วโมง ต้องให้ยาฆ่าเชื้อ แหงะ แรงนะนั่นตัวนั้นน่ะ ปกติต้องให้ทุก 8 ชั่วโมง แต่ของนัทหมอบอก 6 เหอะ ไม่งั้นไม่พอ ฆ่ากันเรอะหมอ~~~~~~

ให้ยาครั้งแรกตอน11โมงเช้า แล้วก็ 6 โมงเย็น และช่วงเที่ยงคืนค่ะ คืนนั้นนัทหลับๆ ตื่นๆ ตลอดเลย เพราะพยาบาลเข้ามาดูตลอด อันที่จริงทั้งวันทั้งคืนตะหาก วัดไข้ค่ะ เช็คความดันค่ะ เช็ดตัวค่ะ สารพัด อืม ไม่ได้นอนอ่ะ ซิกๆๆๆ แถมตอนทำราวด์เย็น พวกพยาบาลยังมาดูผิวนัทกันใหญ่เลย อย่างที่เคยบอก นัทผิวเผือกค่ะ คนที่ขาวมากๆๆๆๆๆ แล้วก็ใส่เสื้อแขนยาวตลอดเวลาแถมสูทอีกมาเกือบ 5 ปีนี่ ขาวไหมล่ะคะ แล้วพวกนี้ก็มาลูบแขนนัทแรงๆ ว่าขาวจังเลย พี่ดำไปเลยนะเนี่ย แง้ๆๆๆ เจ็บ

นัทลืมอาการของการให้น้ำเกลือไปนานแล้วนะคะ พอคราวนี้ให้ หึหึ เข้าห้องน้ำทุกชั่วโมงเลย มันมากไปไหมคะเนี่ย แต่ลุกมาเข้าตลอดเลย ชักสงสัย แต่ตอนนั้นะ รำคาญมาก เพราะรู้สึกว่า ตูจะนอนโว้ย ฮึ่ม หงุดหงิด

พอสัก 22.30 นัทตื่นมาเข้าห้องน้ำค่ะ พอเข้าแล้วบอกได้เลยว่าไข้มันกลับมาอีกแล้ว ตอนสักสองทุ่มมันลดลงไปแล้วเหลือ 37 องศา แต่ตอนนั้นน่ะ รู้เลย กลับมาอีกแล้ว ก็เลยกดออดเรียกพยาบาล ขอยาลดไข้เลย เขาก็เดินเข้ามาวัดไข้แล้วบอกว่า 37.5 ค่ะ ทานยาเลยนะคะ เราก็ค่ะ กินค่ะ อืมยาเอ๊ย มามะ มาช่วยกันเร็ว

วันพุธ

ยังไม่ 6 โมงเช้าเลย หมอเข้ามาแล้ว อืม ไข้ลดนะครับ แต่เห็นว่าเมื่อคืนไข้ขึ้นอีกเหรอ ค่ะ อืม อ้าปากครับ ไข้ลดแต่หนองยังไม่แห้งเลยนะ อย่าเพิ่งออกไปเลย นอนอีกวันละกัน เราก็ค่ะ แล้วหมอก็ออกไป นัทก็นอน

แต่หมอขา หมอทราบไหมว่า ทำมารดาอิฉันตาค้าง ประมาณว่าทำมลูกหมูเราถึงต้องอยู่อีกล่ะเนี่ย ไม่หายเหรอ คือคิดว่าท่านเข้าใจว่า ไข้ลดคือหายค่ะ แต่นัทน่ะรู้เลยว่า ไม่ไหวแล้ว

ก็นอนจนเกือบ 8 โมงแล้วก็ตื่นมากินข้าวกินยา แล้วนอนรับประทานยาฆ่าเชื้อทางสายไอวี แล้วก็หลับค่ะ

ปกติมารดาอิฉันจะลงมาทานกาแฟ ขนมปังตอนประมาณ 8 โมง แต่ตอนนั้นแปดจะครึ่งแล้วบิดายังไม่ส่งส่วยเลย เราก็ถามว่าแม่จะสั่งจากข้างล่างไหมคะ เดี๋ยวหิว แต่ด้วยเสียงที่เบามาก แถมไม่รู้เรื่องอีก เลยคุยกันนานกว่าจะรู้ แบบว่าคุณป๋าบอกรถติดฮ่ะ

พอเก้าโมงตรง ได้เวลาทำงานบริษัท ฝ่ายบุคคลก็โทรมาไม่ให้เราเสียเงิน ขอบคุณครับพี่อร

พี่อรถามว่าเป็นไงหนู นัทก็บอกว่า หมอยังไม่ให้ออกค่ะ พี่เขาก็คุยไรไม่รู้ 2-3 คำมั้ง ตอนนั้นเบลอแล้ว เลยจำไม่ได้ แต่จำได้ว่าพระมารดาถามว่าใครโทรมา เราก็ตอบเบลอๆ ไป แล้วก็หลับ อันที่จริง น็อคค่ะ แม่ก็เข้าไปอาบน้ำเตรียมตัวไปทำงาน ส่วนนัทเหรอคะ นอนค่ะ นอนลูกเดียว นอนแบบชาตินี้ไม่เคยเจอหมอนมาแล้ว 10 ปี ไรแบบนั้นเลย พยาบาลก็เดินเข้ามาฉีดยา วัดความดัน สวนสนามนั่นแหละ คือนอนแบบรู้สึกตัวเพราะหลับไม่ลึกไงคะ คืออยากหลับลึกมากๆๆๆๆๆ แต่พอจะหลับ พยาบาลก็เข้ามาดูโน่นนี่ เซ็ง เลยตื่นเลย คือเพลียมาก

แต่ขนาดเพลียๆ แบบนี้ พอคุณแม่จะไปทำงาน นัทยังกระแดะ ยื่นลิสต์ที่ต้องการให้ได้ค่ะ

คือพระมารดาดิฉันเองก็ 60 แล้วนะคะปีนี้ ตาเลยไม่ค่อยดีเท่าลูกสาว ปีที่แล้วมาเล่นมือถือดิฉัน Samsung D900 เกิดถูกใจตัวอักษร บอกว่าใหญ่ดี ยึดค่ะ ไอ้เราก็ตามใจค่ะ ไปหาเอาใหม่ก็ได้ เลยต่อรองว่าเดี๋ยวเสาร์ค่อยเอานะคะ ตอนนี้วันพฤหัส เดี๋ยวลูกไม่มีใช้ แม่บอกว่า มี 2 เบอร์นี่ลูก แม่จะเอาเครื่องนี้ เราก็ตามใจ เลยไปได้ U600 มา ทำให้มารดากะดิฉันสามารถใช้สายชาร์จร่วมกันได้ ในขณะเดียวกันพระบิดาดิฉันใช้ V8 ค่ะ ส่วนนัทก็ E6

คือพระมารดาและพระบิดาบังเกิดเกล้าทั้ง 2 ใช้โทรศัพท์แค่ รับสาย โทรออก อย่างอื่นยังใช้ไม่เป็น แม้แต่นาฬิกาปลุก พระมารดาดิฉันแอดวานซ์กว่าค่ะ ถ่ายรูปได้ ส่งแมสเสจพอเป็น แต่ไม่ค่อยใช้ เฮ้อ

บ้านนี้มีอะไรเลยจะแชร์กันค่ะ เราก็ยื่นรายการตามนี้

1 สายชาร์จทั้ง Samsung และ Motorola

2. Rice Mask ของ Skin Food

3. Black Rasberry ของ Skin Food

4. แชมพู

เพราะเหตุที่เรียนไปแล้วในเอนทรี่ย์ก่อนนี้ว่า บ้านนี้เตรียมเรื่องการเข้าโรงหมอกันเป็นกิจวัตรเพราะเข้าบ่อยซะเหลือเกิน การเตรียมแต่ไม่ได้ใช้ ดีกว่าต้องใช้แต่ไม่ได้เตรียมนะคะ แต่คราวนี้ฉุกละหุกมาก คือเตรียมค่ะ แต่ลืม เพราะเอาไปแต่หนังสือ 1 เล่มกะนิตยสาร 2 เล่ม แล้วก็งานในกระเป๋าเท่านั้นเอง ลืมบรรดาของประทินผิวหมดเลย ผลหรือคะ...ทุ่งกุลาเรียกยาย

หน้าที่ไม่มีอะไรทาเลย ทั้งมอยส์เจอร์ เดย์ครีม ไนท์ครีม แล้วต้องผจญกะพยาบาลมือหนักน่ะมันโหดร้ายนะคะ ทั้งเช็ด ทั้งปาด ทั้งถู ฮือๆๆๆๆๆ แตกแห้ง ระคายเคือง ลอกเป็นแผ่นๆ เลย แค่คืนเดียวเนี่ยนะพวกหล่อน ใช้อะไรกันมั่งเนี่ย

เลยต้องขอพระมารดาที่เคารพกรุณาตะกายไปหยิบให้ทีเถอะค่ะ ขอร้องคุณลูกเจ็บมาก แสบไปหมด ทั้งๆ ที่เวลาเดินเข้าห้องน้ำทีเลือดก็จะไหลย้อนเข้าสายไอวีที เพราะขยับไงคะ ก็ยังไม่วาย ขอสวยหน่อยเหอะ พอตอนเย็นพระมารดามาก็ให้หม่ามี๊ทำให้เลย จากหน้าแตกๆ แบบนั้นนี่ พอเจอมาร์ส 2 ตัวของที่นี่ไป อืม เรียบ นิ่ม อิ่ม นุ่ม ฮิฮิ ดีใจแล้ว พอใจ นอนต่อค่ะ

ระหว่างวันนัทก็นอนอย่างเดียว อ้อ มีละเมอแบบว่าหิวตอนสักบ่าย3มั้ง ตื่นมาหิวค่ะ เลยโทรไปก่อกวนน้องๆ ที่ร้าน เจอเจ้าฮ้อตรับเลยบอกไปว่า ฮ้อตพี่นัทหิวหนมอ่ะ ช่วยด้วยสิ ส่งหนมให้ที ฮือๆๆๆ เสียงแบบเปื่อยไปเลย

เจ้าฮ้อตก็ก๊ากมาตามสาย เจ๊สั่งเคเอฟซีเลย

ไอ้บ้า ฉันป่วยอยู่นะ กินของทอดได้ไง เลยคุยกันหน่อย แล้วก็คุยกะสแตมป์

เจ้าแตมป์ก็บอกว่า นี่พี่นัท ไหนๆ ก็ไหนๆ นะเข้ายันฮีทั้งทีนะ ดูดไขมัน เสริมดั้ง ทำตาสองชั้นไปเลย หยุดยาวเลย เอาให้คุ้ม ออกมาเช้งเลย

แหมคุณน้อง ดั้งกะตาน่ะ มีอยู่แล้วย่ะ ชิชิ ไม่ต้องมาบิวท์ ก็ฮากันมากๆ แล้วก็นอน

พอมารดามาก็พอกหน้าใช่ไหมคะ แต่ก่อนหน้านั้น หุหุ ชาร์จมือถือก่อนเลย แบบว่ามือถืออ่ะฮั้นแบตจวนไปแล้วฮ่ะ ขาดมือถือไม่ได้

จริงๆ ก็ไม่มีอะไรแล้วนะคะ เพราะทีเหลือก็ นอน ฉีดยา กินยา หลับ พบหมอ นอน หลับค่ะ แต่คืนนั้นยังดีที่ไข้ไม่กลับอีก แล้วหมอบอกหนองเริ่มแห้ง หุหุ เย้ นัทแอบจดรายละเอียดของยาฆ่าเชื้อที่เขาให้ไว้ค่ะ ว่ามีอะไรบ้าง แล้วโทรไปหาพี่พยาบาลที่รู้จักกัน + พวกเพื่อนๆ ที่เป็นหมอ เขาก็บอกกันว่า ยาที่ให้เป็นยาตัวที่แรงมาก แล้วให้ทุก 6 ชั่วโมงนี่แรงแล้วนะ เพราะปกติจะ 8 ชั่วโมง นัทก็เอ๋อ หนักเหรอตู ฮือๆๆๆๆ

วันพฤหัสสายๆ ก็เริ่มเคลียร์บิลออกจากโรงบาลค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาเล่า ว่านัทไปผจญกรรมกะฝ่ายบัญชีของโรงหมอว่าไงมั่ง คืนนี้ไปนอนล่ะค่ะ  

 

 

edit @ 8 Jun 2008 23:54:11 by kurumi

วันจันทร์ที่ผ่านมา นัทเกิดอาการ ไม่สบายอย่างเฉียบพลันค่ะ ไม่เคยมีอาการใดๆ เลยมาก่อน เพราะวันจันทร์นัทยังไปเย้วๆ สอนน้องใหม่ที่ทำงานได้เลย กินอยู่ปกติ ไม่ได้ออกนอกเขตกรุงเทพเลยไม้แต่เมตรเดียว ไม่ได้กินไก่-ไข่ดิบ ไม่ได้กินเนื้อวัว ไม่กินอาหารดิบเลย ตั้งกะวันศุกร์ด้วยซ้ำ

แต่คืนวันจันทร์ประมาณ 3 ทุ่ม พอกลับบ้านอาบน้ำปกติ อยู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนจะมีไข้ค่ะ เลยวัดไข้ดู 37.5 ก็เลยทานพาราเซ็ตตามอล 500 มก. ไป 2 เม็ด  + เจ็บทอนซิลข้างซ้าย เลยคว้าแอมมอกซิลินมาทานด้วย แล้วรีบนอนทันที พอซัก ตี 2 ลูกมาเข้าห้องน้ำ - แอบลงมานอนห้องพระมารดา เพราะรู้ตัวว่าไม่สบายค่ะ คือนอนปลายเตียงท่านแม่ท่านพอ แล้วติดห้องน้ำ พอลุกมาเดินก็ลุกไม่ไหวแล้วเลยต้องคลานไปเข้าห้องน้ำ พอทำธุระเสร็จก็คลานมาที่ฝูก แล้วเรียกพระมารดาว่าไม่ไหวแล้วค่ะ ยาหมดฤทธิ์ ท่านเลยตื่นไปเอายามาให้ แต่พอทานเสร็จ ท่านก็ยังไม่ได้คิดอะไร

เพราะเราก็ไม่ได้บอกว่าหนักมาก พอได้ยาก็ค่อยยังชั่ว แต่พอตี 4 ก็นอนไม่ได้แล้ว เพราะพลิกกระสับกระส่ายมาตลอด แล้วหนาวมาก ทั้งที่อุณหภูมิ 25 องศาแท้ๆ ต้องคลานลงมาเงียบๆ เพราะพูดไม่ได้ ส่งเสียงไม่ออก ลงมาด้านล่าง เพราะหนาวเกินทน มีแต่หมามาเฝ้า ไม่อยากให้พ่อแม่เป็นห่วงแตกตื่น คิดว่าทนให้ถึงเช้าแล้วค่อยบอก เพราะไม่งั้นท่านต้องแบกไปโรงหมอตอนนั้นแน่

พอหกโมงคุณพ่อลงมาดู เพราะตื่นมาหาลูกไม่เจอ ประกฎ อาการเพียบแล้วค่ะ พูดไม่ได้ ส่ายหน้าไม่ไหว สั่นจนหมดแรง แต่ทำใจแข็งแค่นยิ้มให้พ่อแม่ พอเจ็ดโมงท่านให้ไปเปลี่ยนเสื้อหาหมอ ก็คลานค่ะ ห้องอยู่ชั้นสาม แต่ทรงตัวไม่ได้ ขาสั่นพั่บๆ

เปลี่ยนเสื้อเสร็จก็หยิบหนังสืออ่านเล่น 2-3 เล่ม โยนใส่กระเป๋า กับของสอง-สามอย่างค่ะ โยนใส่กระเป๋าถือ แล้วโยนเมคอัพบางตัวออก เพราะไม่ได้ใช้แน่ถ้าแอดมิท เช่นมาสคาร่า เบส ลิปสติกบางสี เหลือแค่ลิปมันพอ พอลงมาคุณพ่อพยายามให้ทานอะไรบ้างก็กัดขนมปังไปได้แค่คำเดียว กับน้ำส้มอีกแก้วใหญ่ๆ เพราะกระเดือกลงได้แค่นั้น แต่ตอนนั้นน่ะ ทอนซิลข้างซ้ายไม่เจ็บมาก แต่ข้างขวาอย่างกะจะระเบิดออกมา พอส่องกระจกดูก็รู้แล้ว เพราะขนาดดูเองยังเห็นหนองซะเยอะเลยทั้งสองข้าง ก็คิดแล้วว่า ไม่รอดแน่ พยามยามโทรหาเพื่อนที่เป็นหมอ แต่หาเบอร์ไม่เจอ ทั้งๆที่เบอร์อยู่ตรงหน้า แต่กดไม่ได้ค่ะ เบลอมากแล้ว พร้อมจะสลบทุกเมื่อ 

เลยได้สติโทรหาพี่ออม พี่ที่บริษัทว่าไม่ไหวแล้ว ไปหาหมอล่ะ เพราะเราบ้านใกล้กัน เลยบอกไว้ก่อน เกิดไม่มีแรงหรือสลบไปก่อนได้บอกที่บริษัทจะได้มีคนรู้ว่า เออตรูตายไปแล้วนะ

แล้วคนขับรถมาพอดี ก็เลยลากกระเป๋าให้คุณพ่อ คุณพ่อก็รู้แล้วว่าเตรียมพร้อมไว้ค่ะ เพราะบ้านนัทนี่การเข้าโรงหมอ เป็นเรื่องปกติที่จะต้องเตรียมตัวไว้ก่อน จะได้ใช้หรือไม่ก็ช่าง แต่ต้องเตรียม แต่คราวนี้พลาดค่ะ ลืมพวกมอยส์เจอร์กับมาร์ส เพราะหน้าจะอีสานร้องไห้มาก ด้วยจะแตกสุดๆ แต่คราวนี้ลืมค่ะ ลืมดับ

คนขับรถก็ซื่อค่ะ พาออกหลังบ้านที่อ้อมโลกมาก ดีที่ออกตั้งกะยังไม่แปดโมงดี ไม่งั้นรถคงติดตาย แล้วคงขึ้นหน้าหนึ่งไทยรัฐ "ดับอนาถคารถติด เพราะคนขับรถพาอ้อม" อนาถสุดๆ

พอถึงยันฮี ก็ให้เขานำรถเข็นมาเลย เราก็มือสั่นพับๆ หยิบบัตรประชาชน ใบรับรองสิทธิ์ประกันสังคม ประกันกลุ่มของบริษัท ประกันสารพัดที่เราทำไว้ คือ 5-6 ใบ โยนเลย เชิญค่ะ ยื่นบัตรตอนก่อนแปดโมงไงคะ แล้วเข็นไปนั่งรอที่เคาน์เตอร์ จนเก้าโมงกว่าก็ยังไม่เรียกเลย เราก็เรียกพยาบาลว่าไม่ไหวแล้วจะช่วยหน่อยได้ไหม ถ้าคิวยาวมาก เราไม่ใช้ประกันสังคมแล้วจะจ่ายเงินเอง ช่วยดูให้ด้วย เขาก็อิดออด บอกจะลัดให้แล้วกัน ไปนั่งข้างในนะคะ เราก็เออ จะทำไรก็ทำ พอรออีกนานมากก็บอกจะจ่ายเงินค่ะ ช่วยพาไปหาหมอข้างนอกที

 เขาก็อิดออด พอเราเสียงแข็ง แล้วเริ่มตาลอยๆ แล้วก็เลยพาไป แล้วพยาบาลก็มากรุ้มรุมว่าไม่ได้นะคะ คุณยังไม่ได้ยื่นบัตร เราก็จะบ้าเหรอ ฉันยื่นตั้งกะก่อนแปดโมงแล้ว เขาก็บอก ไม่ได้ยื่นค่ะ ต้องไปยื่นใหม่ ต่อคิวใหม่

 คุณจะบ้าเหรอ ไข้ 40 แล้ว ให้ไปต่อใหม่ จะฆ่ากันเลยใช่ไหม ไม่หาประกันสังคม ไม่เบิกอะไรทั้งนั้น จะจ่ายเงิน พาไปหาหมอเดี๋ยวนี้เลยไป

เขาก็บอกไม่ได้ค่ะ คุณไม่ได้ยื่นบัตร คุณไม่มีญาติมาด้วย เราไม่ทำ - เริ่มเสียใจที่ไม่บอกแม่ว่าเราหนักแค่ไหน แต่ตอนนั้นเกลียดโรงพยาบาลยันฮีมากที่สุด ตั้งใจว่าจะร้องเรียนด้วยคอยดูศึกครั้งนี้นะคะ จะเอามาลงประจานให้ดู-

เราก็บอกว่าคุณคะ ดิฉันไม่เบิกประกันสังคมแล้ว คนจะตายอยู่แล้ว จะหาแบบธรรมดาค่ะ จะจ่ายเอง ไม่เบิกประกันก็ได้ แต่คุณช่วยไปจัดการมาแล้วกัน

รู้ไหมคะเขาว่ายังไง - ถ้าคุณปฎิเสธสิทธิ์ประกันสังคมตอนนี้ คุณจะเบิกไม่ได้อีกเลยนะคะ

นัทอยากจะบอกว่า นัททำงานในวงการประกันสุขภาพมาก่อนนะคะ นัทรู้ว่าขอบเขตของประกันอยู่ที่ไหน และเบิกได้แค่ไหน แทบจะอยากบอกว่าคุณต้องการดูบัตรเครดิตดิฉันเป็นหลักฐานไหมว่าดิฉันมีเงินจ่าย แค้นมากเลย เฮ็งซวยมากที่สุด

นัทตอบไปว่า ไม่เบิกค่ะ คุณจะวัดไข้เพื่อจะดูอาการดิฉันไหม ว่าทำไมดิฉันถึงรอไม่ได้  คนจะตายอยู่แล้วนะคะ เขาก็ยังอิดออด ไม่ให้ตรวจ

ขอถามท่านที่มีจรรยาบรรณสักนิดเถอะ ว่าถ้าคุณเห็นคนไข้ตาลอยพร้อมช็อค ไข้สูง นั่งรอมาเป็นชั่วโมงแล้ว พร้อมจะจ่ายเงินเอง มีประกัน 5 ใบพร้อม คุณจะช่วยรักษาไหมคะ หรือจะปล่อยให้คนมันตายไปตรงนั้นเลย เพราะกลัวไม่ได้ค่ารักษา ตายไปตรงนั้นแหละรกโลก ขอทวงถามความยุติธรรมหน่อยเถอะ

พอดีคุณแม่เดินมาค่ะ  เลยรอดไป เพราะคุณแม่ช่วยจัดการให้ แล้วยังมีการบอกว่าต้องเซ็นต์ยินยอมให้รักษา และจะไม่ขอเรียกร้องรับการใช้สิทธิ์ประกันสังคมก่อนนะคะ ถึงจะตรวจได้

อันแรกน่ะเข้าใจ แต่อันที่สอง คุณจะบ้าเรอะ ถ้ามันเบิกไม่ได้มันก็ reject มาเองแหละ แต่ตอนนั้น่ะ เอามาเหอะ ขอหมอก็พอแล้ว เรามาจัดการทีหลังได้ เพราะเรารู้กฎหมายพวกนี้ดี รอก่อนเถอะ นังหน้าสวย เดี๋ยวโดนแน่

ก็พอไปนั่งรออีก 21 นาทีค่ะ แล้วถึงเรียกไปวัดไข้ อ้างว่าเราจะใช้สิทธิ์ประกันสังคมก่อนเองนี่ ประวัติเลยไปอยู่โน่น เลยต้องไปเรียกคืนมาก่อน เออเวร

พอวัดไข้ 40 องศา แล้วความดัน 140 - 100 ความดันสูงอยู่แล้วหรือเปล่าคะ เราก็ขวับ เพราะพวกคุณมัวชักช้าจนเถียงกันเมื่อกี้ไงคะ เลยโกรธ ความดันขึ้น มันเลยเงียบ

พอวัดเสร็จ เขาบอกว่านั่งรอค่ะ อีก10 นาทีได้ พอหมอตรวจก็ถามเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อคืนค่ะ

ไปต่างจังหวัดมาไหม ไม่ได้ออกนอกเขตกทม.มาแล้วเกือบปีค่ะ

กินเนื้อวัวดิบมาไหม ไม่ค่ะ

เนื้อไก่หรือไข่ไม่สุกล่ะ ไม่ได้กินค่ะ

 ไปตากแดดแรง ตากฝนไหม ไม่ค่ะ เพราะทำแต่งานไม่ได้ออกมาเจอแดดเจอฝนเลย

หมอก็เอะใจ เป็นทอนซิลบ่อยไหม ปีที่แล้วเป็นเดือนเว้นเดือนค่ะ แต่ปีนี้เพิ่งป่วยครั้งแรกเลย

หมอขอดูคอนะ หนองทั้งสองข้างเลย ไอไหมเจ็บคอล่ะ บลาๆๆๆๆ

เอาล่ะขอแอดมิทเลยนะ แล้วไปรอข้างนอกเลย หมอขอสั่งยาหน่อย นัทกะแม่ก็ค่ะ

พอดีคุณคอนนี่ เจ้านายขาของนัทเพิ่งได้รับ sms ที่นัทขอให้แม่ส่งไปให้ พร้อมๆ กะพี่พีทและที่โทรไปบอกพี่อีฝ่ายบุคคล เสียงนายขาที่ด่าออกมานั่นแทงใจมากเลย เรียกเอาหมอและแม่ตกใจมากเพราะด่าซะไม่มีดี ด่าว่าที่เราไม่สบายเพราะอยากอู้งาน ขอให้หมอแอดมิทใช่ไหม .... จนหมออึ้งไปเลย แม่นัทนั่งหน้าแดงโกรธจนไม่รู้จะโกรธยังไง นัทก็ได้แต่อธิบายว่าคุณคอนนี่คะ นัทไม่สบายจริงๆ จยนายเขาด่าพอแล้วเลยวางหู หมอเลยบอกว่า คนไม่สบายน่ะ พระเจ้าก็ห้ามไม่ได้หรอกนะ นัทนี่หน้าชาเลย

พอออกมาพยาบาลบอกไป x-ray เลยค่ะ ขอดูปอดกับคอด่วนเลยนะคะ แล้วจะขอเจาะเลือดส่งแล็บเลยนะคะ

เราก็ได้ค่ะ เพราะรู้ว่าจำเป็น พอไปทำเสร็จ เขาก็ส่งขึ้นห้องเลย พอได้เบอร์ห้องก็โทรไปบอกพี่อร พี่อรก็ถามว่า นายด่าเหรอ เราก็ร้องไห้เลย เพราะเจ็บใจมาก พี่อร นัทไม่ตั้งใจนะ ไม่อยากให้นายด่าหรอก แต่คนไม่สบายจริงๆ  ไม่งั้นก็ไม่หยุดหรอก นี่เป็นครั้งแรกที่นัทเข้าโรงบาลตั้งแต่เข้าทำงานเลยนะ และครั้งแรกของปีนี้ที่ sick leave ด้วย นัทขอโทษที่ทำให้โดนด่าไปด้วย พี่อรก็ปลอบใจไป แต่เราไม่ไหวแล้ว

พอวางสาย แม่บอกว่าถ้านายด่ามาอีก ให้บอกเลย ว่าลาออกแล้ว ลูกคนเดียวแม่เลี้ยงได้ นี่เขาเป็นงี้ประจำเหรอ เราบอกว่าแค่นี้ยังน้อยไป แม่บอกว่า แม่ไม่ทนแล้วนะ ด่ายังกะเราเป็นหมูเป็นหมา เรายังไม่เคยด่าหมาเราแบบนี้เลย ถ้าแกว่ามาอีกคำเดียวลาออกทันที แม่ไม่ทนแล้ว

เราก็บอกว่า แม่ไม่บอก ลูกก็ไม่ทนแล้วค่ะ ถ้าตามมาด่าอีกทีก็ยกมือปางห้ามญาติแล้วบอกลาเลย

พยาบาลก็เข้ามาเจาะเลือดใส่น้ำเกลือให้ยาฆ่าเชื้อโรคทันที แบบยาตามมาเป็นพรวน หิวแสบท้องมากเลยด้วย พอเที่ยงๆ หมอเดินเข้ามาบอกว่า ติดเชื้อในกระแสเลือดนะครับ นอนนิ่งๆ ทานยาให้ครบ แล้วตรวจเลือดทำตามที่สั่งแล้วเรามาดูกันอีกที

วันนี้ขอพิมพ์แค่นี้ก่อนนะคะ เพราะเริ่มเหนื่อยแล้ว แต่ตอนนั้นนะอยากระเบิดมากว่า ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วโลกเบี้ยวๆ แบบนี้เซ็งค่ะหมอ

ขอแก้ไขนะคะ เพราะพิมพ์ผิดเยอะมาก พยายามแก้แล้ว แต่ก็ไม่น่าจะหมด จะค่อยๆ แก้ค่ะ

edit @ 5 Jun 2008 22:44:33 by kurumi

ช่วงนี้ความเครียดสูงค่ะ ทั้งงานประจำนรก ทั้งนิยายที่ต้องเขียนให้จบอีก แล้วยังวีซ่าของทริปปารีสเดือน 9 นั่นด้วย อ๊ากกกกกกกก ไม่ไหวแล้ว งานนี้ต้องไปปลดปล่อยความเครียดกันวะหน่อยแล้ว

 

นัทมันพวกเครียดสะสมค่ะ คือเครียดแล้วโวยวายก็จริงแต่ไม่อาจระบายมันออกไปได้ เมื่อก่อนใช้วิธีไปออกกกำลัง ไม่ก็เล่นเกม แต่ตอนนี้ไม่ได้ผลทั้งคู่ เพราะฉะนั้น เรากลับสู่วิธีดั้งเดิม การช้อปปิ้งบำบัด

 

เดือนนี้เดือนเกิดอีก ได้คูปอง 25% ของสกินฟู้ดมาด้วย หึหึ อีกสารพักยี่ห้อเลย ไปลุยกันดีกว่า  (ไปลุยวันที่ 25 เดือน 5 ค่ะ แต่เพิ่งได้ฤกษ์อัพวันนี้ เพราะเพิ่งออกจากโรงหมอค่ะ เดี๋ยวรอเอนทรี่หน้าจะเล้ฃ่าให้ฟังว่าติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นเช่นๆร)

 

หึหึ ที่นัทไปประจำคือเซ็นทรัลปิ่นเกล้าค่ะ วันนี้นัดบีเอเจ้าประจำไว้คือน้องอ้น ไปถึงห้างตอนสี่โมงนิดๆ ข้อแม้คือต้องกลับบ้านตอนหกโมง ไปดูของที่สอยมาวันนี้กันค่ะ

 

แหะๆๆ พอดีช่วงนี้เห่อลงรูป เพราะเพิ่งทำเป็นค่ะ

อย่างแรกที่ไปสอยมาก็คือเบสองุ่นเขียว ตอนแรกลังเลระหว่างเบสสาเกกับเบสเขียว แต่พอดีนัทผิวขาวเผือก ราวหลอดนีออนก็จริง แต่เม็ดสีไม่สมดุล คือแดงเป็นจ้ำๆ น้องเขาเลยทาให้ดู เปรียบเทียบแล้ว องุ่นดีกว่าเลยสอยมาตามความตั้งใจ

ต่อด้วยเซรั่มของ Black Rasberry ที่ค่อนข้างชอบ เพราะเซรั่มของพีช สาเกจะหมดแล้ว เลยนำมาใช้ร่วมกันค่ะ เพราะปกติใช่สาเกท้งชุด แต่ช่วงนี้ใช้เบส kiss เลยหน้าแห้งไปหน่อย แต่คุมมันเยี่ยม เลยต้องเปลี่ยนตัวบำรุงนิด เลยใช้ร่วมกันได้

แล้วก็ไปสอยมาร์สที่เล็งมานาน คือมาส์คข้าว ประกฎว่ากลับมาลองแล้วถูกใจ กรี๊ดกร๊าด เป็นที่ยิ่ง เพราะนิ่มมมมม มาก สมคพร่ำลือ เลยติดเลยค่ะ

แล้วก็ยาทาเล็บิก 2 ขวด คือสีม่วงเข้ามีกากเพชรวิ้งๆ สีทองๆ ทาแล้วขาวเชียว กับสีน้ำตาลช็อคโกแล็ต ว้าวๆๆๆโปรด

สรุปค่าเสียหาย สองพันกับเศษสิบกว่าบาท เพราะมีบัตรลด 25% วันเกิดค่ะ แล้วเลยต่อบัตรสมาชิกไปเลยด้วย ได้บัตรลด 20% มาต่อด้วย ไว้รอขอใกล้ๆ หมดแล้วค่อยว่ากะน เพราะใช้ได้ถึงตุลาแนะ

 

แล้วต่อด้วย The Body Shop เพราะอยากได้สบู่ล้างตัว ด้วยของที่ใช้อยู่ใกล้หมดแล้ว แล้วเขาลดอยู่ ก็เลยไปซื้อเพราะเดือนเกิดเขาลดเพิ่มนี่ค่ะ พอไปแล้วยื่นบัตร เขาก็เปลี่ยนบัตรให้ใหม่เลยได้คูปองมาด้วย หุหุ ดีค่ะ ชอบคูงปองลดนี่แหละ เพราะใช้หลายตัวอยู่ ไม่ได้ติดยี่ห้อนะคะ แต่นัทผิดแฟ้ง่ายมาก H2O ที่ใครๆ บอกว่าไม่แพ้ นัททาที่แขนเทสดู 5 วิเองค่ะ เห่อซะน่ากลัวมาก เลยต้องใช้แต่ของที่ใช้ได้ แล้วไม่แพ้จริงๆ ไม่งั้นตายแน่ ค่าหมอไม่ใช่ถูกๆ นี่คะ

และเดินไปดูมาสค่ร่า เพราะช่วงก้อนมาสคาร่าหมดอายุแล้ว ก็เลยไปต่อขนตา ที่ไม่ได้ต่อมานาน แต่ช่างประจำไม่อยู่แล้ว เลยต่อกะคนอื่นซึ่งโชคร้าย ไม่โปรเลย ออกมาไม่งาม แค้นใจสุดๆ พอออกหมดแล้วก็เลยกลับมาใช้มาสคาร่าเหมือนเดิม คราวก่อนใช้ใบไม่ แบบสองสี คราวนี้ลองแบบสีเดียวดู อืมเวิร์คใช่เลย แต่อยากลองมาจอลอก้าดูแฮะ กับ Kiss me Heroien ของญี่ปุ่นที่เขาว่าเด้งไม่แพ้กัน ไว้ลองเที่ยวหน้าแฮะ

อ้อเห ที่ดูเหมือนซื้อเยอะเนี่ย เพราะมีหลายสาเหตุนะคะ เพราะของหมดพร้อมๆ กัน แล้วก็ได้คูปองลดมาด้วย ไม่งั้นก็ซื้อแบบนี้ไม่ไหวหรอกค่ะ จนพอดี ขึนช้อปบ่อยๆ แบบนี้

เอนทรี่นี้พิมพ์ไว้นานแล้วพอดีจะอัพ เรื่องเข้าโรงบาลต่อ เลยมาอัพอันนี้ก่อน ไว้ค่อยยังชั่วแล้วจะมาพิมพ์เรื่องติดเชื้อในกระแสเลือดนะคะ จะได้เตรียมตัวกันถูก

มายื่นใบลาค่ะ ว่าอาจจะห่างจากการอัพเดทชั่วคราว เพราะเจ้าของบลอคกะลังพยายามยื่นวีซ่าไปฝรั่งเศสอยู่

 

แบบว่าเพิ่งคิดได้เมื่อวันจันทร์ตอนมืดๆๆๆๆ และเริ่มหาทัวร์วันอังคาร สรุปจะไปหาเพื่อนที่แต่งงานไปอยู่โน่นวันอังคารโดยซื้อตั๋วไปเอง แต่ยังติดต่อคุณเธอไม่ได้จนบัดนี้เลยค่ะ เพราะชีไม่เช็คเมล์

 

แต่ถ้าไม่ไปให้เร็วที่สุด จะไม่ได้ไปแล้วเพราะเดือนสิงหาจะเหลือเซลล์อยู่ 2 คน สำหรับ 2 ร้าน... เงียบ... เห็นลางวิบัติมาแต่ไกล แถมนายขายังประกาศิตมา ไปเดือนนี้ เดือนห้านี่อีก กรรม......

 

อ้อ วันนี้นัทยุ่งมากค่ะ สะสางหางหมูของน้องฮ้อตที่พวกไว้ตั้งแต่เดือน 2 เสร็จจนได้ ทั้งสต็อคและเอกสารล้านแปด หึหึ น้องสาวแสนสวยดิฉันก่อเรื่องฮ่ะ

 

ทำป้ายราคาผิด โดนฝรั่งโวย ดิฉันตามไปแก้ บังเอิญว่าความสามารถข้าน้อยยังไม่ถึง เลยโยนให้พี่พีทต่อ แล้วเรื่องเลยถึงนาย โดนประหารเก้าชั่วเลย นี่ยังไม่จบนะคะ พรุ่งนี้ต้องวิ่งหน้าเริ่ดไปแก้อีก ไว้จะดราฟๆ ไว้ก่อน แล้วมาอัพ แต่ครั้งนี้ ทำให้นัทเห็นเลย ว่าคนเราน่ะถือดีว่าตูเก่ง ว่าตูแน่จะเป็นยังไง และที่สำคัญ เห็นธาตุแท้คนบางคนเลยว่าเป็นคนที่เราไว้ใจในเรื่องซื่อสัตย์ได้ไหม

 

ความซื่อสัตย์ต่อนายจ้างน่ะ เป็นเรื่องสำคัญนะคะ และความผิดฐานคดโกง หรือยักยอก/ลักทรัพย์ของนายจ้างนั้น ศาลเขาลงโทษหนักกว่าปกตินะคะ และยอมความไม่ได้ด้วยค่ะ

 

เรื่องบางเรื่องอย่าเอาง่ายเข้าว่าเลย มันจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวได้นะคะ

สืบเนื่องมาจากนัทไปเอามีดจ่อคอหอยตัวเองให้คุณเจ้านายขาดู ขอวันหยุดมาได้ เลยต้องรอเมล์คุณเพื่อนฝนจากปารีสว่าจะว่างไหม เพราะคุณนัทต้องการไปกระโดดกัดอย่างแรง เลยต้องมานั่งเช็คเมล์อยู่นี่แหละค่ะ ก็เลยไปเจอเมล์ที่หามานานจากหนูจุ๋ม พราะเธอส่งมาให้ ไปอ่านกันเลยค่ะ

 

ผี...หลายชนิด ที่คุณไม่อยากเจอ(ในโรงหนัง)


1.ผีแม่ลูกอ่อน... สวมวิญญาณผีไทยยอดฮิตอย่างนางนาก กระเตงลูกอ่อนเข้าไปดูหนังด้วย หนังที่เหมาะสมควรเป็นหนังการ์ตูน รองลงมาเป็นหนังแอ็คชั่น หนังที่ไม่เหมาะคือหนังดราม่า...คิดดูกำลังซึ้งๆมีเสียงเด็กร้องไห้ขึ้นมาล่ะก็ หึๆ


2.ผีขนม... เวลาที่เข้ามาใกล้ๆจะได้ยินเสียงกรอบๆแกรบๆตลอดเวลาตามด้วยเสียงเคี้ยวอย่างเกรง ใจแต่มันก็มีเสียงเล็ดลอดออกมาอยู่ดี เวลาที่เจอผีประเภทนี้จะทำให้เราพลอยหิวไปด้วย


3.ผีมือถือ... สันนิษฐานว่าเสียชีวิตขณะคุยโทรศัพท์อยู่...วิญญาณจึงวนเวียนอยู่กับโทรศัพท์


4.ผีถุงเท้าเหม็น... เอ่อ คือว่า ตามเหตุผลทางการแพทย์แล้วเมื่อแบคทีเรียทำปฏิกิริยากับเหงื่อจะทำให้เกิดสิ่งที่ ไม่พึงประสงค์ แต่ว่าถ้าไม่ถอดรองเท้ากลิ่นก็ไม่รบกวนใครนะ


5.ผีขายาววว... เวลาหลอกจะใช้เข่ามาดันเบาะเบาๆเป็นจังหวะๆ ...ถ้าไม่ค่อยดุก็จะดันสองสามครั้ง ถ้าดุมากๆจะดันตลอดเรื่อง วิธีแก้ไขให้ย้อนอดีตไปในวัยเด็ก นึกซะว่ามีคนมาไกวเปลกล่อมนอนก็แล้วกัน


6.ผีคู่รัก... มากัน 2 คน กระซิบกระซาบคุยกันตลอดเรื่อง- - -เห็นคุยกันดีๆตอนต้นเรื่อง พอกลางๆเรื่องเสียงชักดังขึ้น ตอนท้ายเรื่องบางทีกลายเป็นผีคู่ร้างเลิกกันได้ซะนี่


7.ผีฝรั่ง... พวกนี้ทักษะทางภาษาอังกฤษดีเลิศ ....จะนิยมหัวเราะดักก่อนใครเวลาที่มีมุขขำๆที่ซับไตเติลยังไม่ขึ้นมา บางทีก็ไม่ใช่มุขผัฃีฝรั่งก็อายไปตามระเบียบ


8.ผีตายช้า... ก็เลยมาสายมักเข้ามาตอนที่กำลังลุ้นๆหรือตื่นเต้น


9.ผีวัยteen... มักจะเข้ามาเป็นกลุ่ม ---- เหมือนไม่ได้เจอกันมานานและมองไม่เห็นคนอื่นๆ เหมือนโลกนี้มีแแต่พวกเรา ทั้งเมาท์ทั้งคิกคัก ทั้งๆที่เป็นหนังเศร้า บางทีก็มีผีโทรศัพท์ปะปนเข้ามาในกลุ่มด้วย


10.ผีหัวโต... เป็นผีนิสัยดี ไม่ได้หลอกหลอนใครทั้งสิ้น ----- แต่ว่าบังเอิญหัวโต หัวก็เลยไปบังซับไตเติลโดยไม่ตั้งใจ ถ้าเจอผีประเภทนี้ให้เรียกผีฝรั่งมาช่วยจะทำให้ดูหนังได้รู้เรื่องขึ้น


11.ผีเจ้า(ผิด)ที่... ชอบนั่งผิดที่เป็นประจำ หนักๆนี่เข้าโรงผิดก็มี


12.ผีสงสัย... ถามทุกอย่างในเรื่อง เช่น นั่นใครน่ะ อ้าว!ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ พระเอกตายหรือเปล่า ใครเป็นคนฆ่า ฯลฯ


13.ผีตอบ... จะตอบทุกคำถามของผีสงสัย ผิดถูกว่ากันอีกที ----- แต่ต้องตอบไว้ก่อนพ่อสอนไว้ บางทีผีสงสัยไม่ได้ถามผีตอบก็ชิงตอบก่อนซะแล้ว ....อาถรรพ์แรงจริงๆ

edit @ 20 May 2008 22:25:28 by kurumi

วันนี้วันที่เจ็ดเดือนห้า เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ฉันได้ก่อกรรมอย่างหนึ่งไว้ค่ะ บาปกรรมครั้งนั้นช่างหนักหนาสาหัสเหลือเกิน เพราะมันทำให้บุพการีของดิฉันต้องเป็นกังวลและเจ็บปวดอย่างมาก

 

ตลอดเวลายี่สิบกว่าปีนี้ท่านทั้งสองอาจจะกินอิ่ม แต่เชื่อไหมว่าท่านไม่เคยนอนหลับสนิทเลย เพราะท่านจะกังวลเสมอว่าลูกสาวของท่านนั้นจะเป็นยังไงต่อไปในวันข้างหน้า

 

จะเรียนหนังสือเก่งไหม เปล่าเลยท่านไม่ได้ห่วงหน้าตาของท่าน แต่ท่านกลัวว่าดิฉันจะไม่สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ เมื่อท่านจากไปแล้ว

 

ท่านห่วงว่าจะมีเพื่อนที่ดีไหม เพราะท่านห่วงแทนลูกสาวคนเดียวที่จะเจอคนไม่ดีมาหลอกให้หลงผิด และต้องเสียใจ

 

จะได้เจอคนดีๆ มาเป็นคู่ครองไหม ไม่ได้กลัวลูกสาวจะขึ้นคาน เพราะท่านกลัวว่าจะได้คนไม่ดีมา แล้วถ้าเกิดเจอพวกผีพนัน หรือเมาแล้วซ้อมเมีย ท่านจะช่วยได้อย่างไรหากท่านจากโลกนี้ไปแล้ว

 

หากลูกคนนี้มีปัญหาที่แก้ไม่ตก จะหันหน้าไปหาใครหากท่านไม่อยู่ใกล้ๆ พี่น้องก็ไม่มี จะไปหวังพึ่งใครที่ไหนได้กัน

 

และอีกหลากหลายร้อยพันปัญหาที่คนเป็นพ่อเป็นแม่จะห่วงใยลูกของตัวเอง

 

จริงอยู่หลายท่านบอกว่า นั่นไม่นับว่าบาปหรอก แต่การทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจ หรือไม่มั่นใจเวลาเห็นลูกมีปัญหานั้น เป็นสิ่งไม่ควรทำนะคะ ถ้าเราอยู่ห่างจากปัญหาให้ได้มากที่สุด คนเป็นพ่อแม่ก็จะอุ่นใจมากขึ้น

 

ตลอดชีวิตของนัท นัทพยายามเดินทางที่ปลอดภัยให้มากที่สุด เพราะไม่อยากให้พ่อแม่เป็นห่วง แต่บางครั้งอารมณ์ก็อยู่เหนือเหตุผล เช่นตอนม. 6 สอบเอเอฟเอสได้ไปอเมริกา ทั้งสองท่านคัดค้านอย่างรุนแรง ไม่ยอมให้ไปพยายามขัดขวาง แต่นัทก็จะไปให้ได้ เพราะนั่นคือสิ่งที่ต้องการ และหมายถึงอนาคตที่ดีกว่าแน่นอน... ก็ดื้อรั้นจนทะเลาะกัน

 

บาปมากนะคะ เพราะคุณแม่เสียใจมากที่ลูกไม่เชื่อฟัง และนัทเองก็เอาแต่อารมณ์ ลืมที่จะชี้แจงให้ท่านทราบว่าเพราะอะไร นัทก็แค่เด็กธรรมดา เรียนไม่เก่งหรอกค่ะและแน่นอนรู้ตัวดีว่าเอ็นท์น่ะ ไม่ติดแน่(คิดว่านะ) ถึงติดก็คงหืดขึ้นคอ และอาจจะไม่ใช่จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ทางที่จะได้ไปคือมหาวิทยาลัยเอกชนแน่นอน พอจบมาก็เหมือนๆ คนอื่น ทางรอดก็คือใช้ความสามารถที่มีให้เป็นประโยชน์

 

ไม่ได้อวดนะคะ แต่นัทมีหัวด้านภาษาอังกฤษค่ะ เป็นสิ่งที่เชิดหน้าที่สุด เลยไปสอบเอเอฟเอสเล่นๆ ดู ไอ้ตอนสอบคิดแค่ว่าเอาน่าลองดูสนุกสนาน เอาประสบการณ์แล้วพอได้ก็เริ่มเห็นทาง เลยคิดว่าต้องไปให้ได้ กว่าจะอธิบายให้เข้าใจได้ก็แทบแย่

 

พอกลับมาก็แย่อีก เพราะถึงจะประคองตัวไม่ให้เสียหายอะไรกลับมาได้ แต่ความคิดหัวสมองน่ะเปลี่ยนไปพอควรเลย

ทั้งเถียง

ทั้งดื้อรั้น

ทั้งเอาแต่ใจ

ทั้งไม่ยอมคน

ทั้งไม่หัวอ่อน

มองโลกในมุมที่พ่อแม่ไม่เข้าใจ เพราะพ่อแม่นัทเป็นคนหัวโบราณ ลูกสาวไม่ควรกลับบ้านดึก ไม่ควรมีแฟนขณะเรียน ห้ามมีเพื่อนต่างเพศ (ที่ไม่ใช่แฟนก็ห้ามค่ะ)

 

แต่ลูกสาวคนนี้ก็ทำทุกอย่างที่กล่าวมา เพราะคิดและรู้ตัวว่าคุมตัวเองให้ไม่ทำอะไรเสียหายได้ แต่ท่านมองอย่างผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาก่อน ว่าระวังตัวอย่างไรก็ผู้หญิง... ที่อาจจะทนสิ่งยั่วยุไม่ไหวก็ได้ แต่ท่านลืมไปว่า ลูกสาวท่านคนนี้ เคยอยู่ในกรอบทุกอย่าง ไม่เคยคิดเอง เพราะพ่อแม่คิดให้หมด พอได้ไปปล่อยตัวให้สัมผัสกับอิสระนั้น ก็ยากจะกลับคืนมา

 

แต่คงเรียกว่านัททำบุญมาดีมั้งคะ เพราะยังรู้ดีผิดชั่วอยู่ กว่าจะปรับกลับมาเหมือนเดิมได้ ก็เป็นปี (เกือบตาย)

 

ลูกทุกคน จะดีจะชั่วแค่ไหนก็มีบาปติดตัวตั้งแต่เกิดทุกคนค่ะ บาปที่ทำให้พ่อแม่กังวลใจจนวันตาย

 

วันนี้คุณกลับบ้านไปขอโทษคุณพ่อคุณแม่หรือยังคะ

 

ถ้ายังก็หันกลับไปขอโทษท่านสักคำนะ บอกท่านว่ารักท่านสักหน่อยสิคะ ทำความดีไม่ต้องรอจนชาติหน้าหรอกค่ะ

edit @ 7 May 2008 22:11:33 by kurumi

วันที่ 7 เดือนนี้เป็นวันเกิดนัทค่ะ ปีนี้ก็.... เอาเป็นว่าแ... เอ๊ยอายุยืนขึ้นอีกหนึ่งปีแล้วกันนะคะ โฮะๆๆๆ

 

พอดีว่าพุธนี้มีประชุมด้วยก็เลยว่าจะทำเค้กไปตัดกันในที่ประชุมซะเลย เล่นง่ายมะ แบบแอบคิดว่าทำเค้กช็อคหน้านิ่มที่ชุ่มฉ่ำสุดๆ ด้วยการประโคมใส่โกโก้เข้าไปจน... ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจว่าจะกินไหวไหมแล้วล่ะค่ะ เพราะเนื้อเค้กน่ะ กินได้แน่ เคยซ้อมมาแล้ว แต่ตัวราดหน้านิ่มนี่สิ ราดทับไป 3 รอบ พอราดไปรอบแรกก็นำเข้าตู้เย็น พอเริ่มจับตัวก็นำออกมาราดรอบสองแล้วก็ยัดเข้าไปในตู้เย็นอีกรอบ ...และเมื่อตะกี้นี้เองเปิดออกมาดู แฮ่~~~~ ตัวราดยังเหลืออีกอ่ะ อืมๆๆๆๆ  รอบสามเป็นทริปเปิลละกันนะลูก เมื่อคิดแล้วก็ลงมือราดเลยค่ะ โฮะๆๆๆชุ่มฉ่ำจนหนาเลยล่ะ

พอดีคุณ Terroristฯ บอกวิธีใส่รูปมาให้ค่ะ เลยลองทำดู

 

 

นี่เป็นชิ้นที่จะตัดในห้องประชุมนะคะ พอดีชิ้นที่แต่งเสร็จแล้ว อยุ่นอกบ้าน ไม่อยากวิ่งไปเอามาถ่ายเลยดูรูปนี้ละกัน นี่คือทริปเปิ้ลค่ะ มือใม่หัดทำ เลยไม่ค่อยสวยนะคะ แต่ชิมแล้วอร่อยค่ะ หึหึ ลาก่อนตาชั่ง อุตส่าห์ลดมาได้ตั้งหนึ่งกิโลกับหกขีด อ๊ากกกกก ดูแล้วมันเยิ้มๆ เลยล่ะค่ะ พรุ่งนี้จะถ่ายชิ้นตัวเอ็นมานะคะ

me/ เริ่มไม่แน่ใจว่าเราจะร่วมกินด้วยดีไหม เพราะท่าทางน้ำหนักน่าเป็นห่วงขืนกินเข้าไป ...

 

อบออกมาสองก้อนค่ะ พออบเสร็จแล้วเริ่มเย็นก็คว้ามีดไปล้างน้ำร้อนให้มีดอุ่นๆ ก่อนจะปาดฉับผ่าครึ่งมาปาดช็อคโกแล็ตไว้ตรงกลาง ซึ่งก่อนราดไส้กลางก็นำน้ำผึ้งมาทาซะก่อน มันจะหอมและอร่อยมากขึ้น แล้วก็ราดค่ะ พอราดก็เข้าตู้เย็นก่อนสักสิบห้านาทีแล้วราดอีกรอบตามด้วยประกบด้านบนคืนไป โฮะๆๆๆ <-- อ้วนนะตัวเอง

 

พอราดหน้าเสร็จ เข้าตู้เย็นได้ครบชั่วโมงก็นำออกมาราดอีกรอบแล้วโรยไวท์ช็อคเป็นตัวเอ็นค่ะ N จาก Nat ไงคะ ก้อนนี้ของที่ออฟฟิศกะเซอร์วิสเซ็นเตอร์ แต่ก้อนที่สอง ก้อนปราบมาร ไว้ตัดตอนประชุมค่ะ

 

หุหุ ก้อนปราบมารจะโรยอะไรดีหนอ ยังไม่ได้ตัดสินใจเลยว่าจะโรยไวท์ช็อคหรืออัลมอนด์ดี คิดว่าไงคะ อยากลงรูป แต่ลงไม่เป็น ไว้ต้องรอคำตอบจากเทพหมีกะน้องแยมซะแล้ว ว่าลงรูปยังไง หรือท่านใดสอนได้บ้างคะ อยากทำเป็นจังเลย ช่วยด้วยสิค้า~~~~

 

edit @ 4 May 2008 23:41:40 by kurumi

Celtic Woman วงนี้ผู้หญิงสวยจัง

posted on 26 Apr 2008 22:36 by forever16  in DVD

นัทไม่ค่อยแน่ใจว่าคนไทยจะคุ้นกับวงนี้สักแค่ไหนนะคะ เพราะในมุมมองของนัท วงนี้ไม่ใช่แนวดนตรีที่เราคุ้นชินแบบร็อค ฮิปฮอป หรือป๊อป แต่ดนตรีแบบนี้ที่เราจะคุ้นหูก็น่าจะเป็น Enya มั้งคะ อันที่จริง Enya นั้นนับเป็นนักร้อง + นักแต่งเพลงประเภท New Age ถึงแม้เธอจะปฎิเสธว่าไม่ใช่ก็ตามที

 

นัทเพิ่งจะมารู้สึกตัวเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมานี่เองค่ะว่า นัทกลายมาเป็นคนที่ชอบฟังดนตรีประเภทนิวเอจ โวคอล-แจ๊ส easy listening  บอสซ่า โนว่าและเคลท์-ติก   อืมอันที่จริงเริ่มหัดฟังร็อคมากขึ้นและเริ่มรับพวกฮิปฮอปได้ด้วยล่ะ ช่วงก่อนกลับมาเมืองไทย ครอบครัวที่อเมริกาเพิ่งได้วีดีโอการแสดงของ Riverdance กับ Lord of Dance มา ซึ่งนัทก็คลั่งไคล้สุดๆ ด้วยตอนนั้นรู้สึกทึ่งในความสามารถของพวกเขาจริงๆ การแสดงทั้งสองก็นับเป็นการแสดงประกอบดนตรีประเภทเคลท์ติกเหมือนกันนะคะ ท่าทางตอนนี้จะเหลือพวกเฮฟวี่เมทัลกับแร้พที่ยังไงก็ไม่ถูกสเป็คจริงๆ แหละ ขอบายค่ะ

 

ดนตรีเคลท์ติกถ้าจะบอกว่าเป็นไอริชก็ได้มั้ง แบบ The Corrs นั้นบางเพลงจะมีดนตรีแบบเคลท์ปนๆ มาด้วย แต่วงนั้นออกแนวสมัยใหม่มากกว่า ที่นัทจะนำมาแนะนำในวันนี้คือ Celtic Woman : A New Journey, Live at Slane Castle, Ireland ค่ะ เป็นดีวีดี คอนเสิร์ต (??? เหมือน Concert to Promote CD มากกว่าแฮะ) ของอัลบั้มที่สามของวงนี้ค่ะ ตอนแรกที่พิมพ์เอนทรี่นี้ก็คิดว่าจะรีวิวแบบละเอียดคือทุกเพลงเลย แต่ตอนนี้กำลังเจอมรสุมการงานแฮะ อยากรู้รายละเอียด ก็กลับไปอ่านเอนทรี่นี้ค่ะ  http://forever16.exteen.com/20080418/recommended-song-for-sound-testing

ตอนนี้เลยไม่แน่ใจว่าจะเลือกแค่เพลงที่ชอบหรือเปล่า เพราะเพิ่งได้แผ่นคอนเสิร์ต Live Earth มาด้วย + เจ๊มาลัยอีก เลยเริ่มมีคิวยาวแล้ว หุหุ อาวันที่จะอัพเอนทรี่นี้ก็ไปนรกได้มาอีก 2 แผ่นค่ะ Andrea Bocelli กับสาวสวยเสียงดี Hayley Westenra โอ้คิวฉัน

 

นักร้อง / นักดนตรีชาวไอริชที่รู้จักกันดีก็จะมี U2, Westlife, Boyzone, The Corrs

 

วันที่เจ็ดเดือนห้านี้วันเกิดด้วย เลยว่าจะทำเค้กไปทานกับพวกน้องๆ ที่ร้านเลยว่าจะซ้อมทำก่อน ...หาข้ออ้างละลายเงินจริงฉัน แต่วันเกิดมันวันพุธซึ่งมีประชุมตอนเย็นเลยว่าจะไปทานในประชุมเลย เอาให้นายมันจุกอกจะได้เลิกเร็วๆ ß นางมารเขี้ยวงอก หางแกว่งแล้วค่ะ

 

อันที่จริงเพลงของ Celtic Woman นั้นเพราะทุกเพลงเลยค่ะ นัทเคลิ้มไปกับคอนเสิร์ตเขามาก แต่ชอบ Lisa Kelly เป็นการส่วนตัว (ไม่นับรวม Hayley ที่รู้จักอยู่แล้วจากอัลบั้มของเธอนะคะ)

 

เรามาพูดถึงเพลงเปิดการแสดงกันก่อนแล้วกันนะคะ The Sky and the Dawn and the Sun เพลงนี้เป็นรวมนักร้องทั้งห้าคนและนักโซโลไวโอลินค่ะ นัททึ่งในฝีมือของ Mairead โวโลไวโอลินมาก เพราะเธอสามารถมากๆๆๆ สีไวโอลินไป วิ่งไปโน่นกระโดดมานี่ หมุนตัวอีกต่างหาก ไม่เวียนหัวหรือเจ้าคะคุณ เพลงนี้เริ่มจากเสียงไวโอลินของเธอค่ะ ฟังแรกๆ อาจจะโหยหวนนิด แต่ก็เพราะนะคะ ตามด้วยเสียงจากสาวผมแดง Orla ค่ะ เวลาที่สาวว ทั้งห้ามาร้องประสานยืนเรียงหน้ากระดานแบบนี้ทำให้ดูออกเลยว่าใครร้องอยู่ พอฟังรอบหลังๆ เริ่มแยกเสียงได้แล้วค่ะ เพราทุกคนแก้วเสียงใสมาก แต่เอกลักษณ์ก็ยอดอีกเช่นกัน คือโคลเอ้ Chloe จะใสแบบหวานนางฟ้า แต่ Orla จะออกแนวผู้ใหญ่กว่า แล้วแต่คนชอบค่ะ

 

เพลงที่สอง The Prayer by Chloe ช่วงอินโทรของเพลงนี้จะสั้นๆ ค่ะ เสียงของโคลเอ้จะใสมากเลยนะคะ จริงๆ นัทชอบโคลเอ้พอๆกับเฮย์ลี่เลย แต่ลิซ่ายังมาวิน เสียงขลุ่ยนำมาบวกกับเครื่องดนตรีที่นัทไม่ทราบว่าจะเรียกว่าอะไร เพราะไม่อาจตรัสรู้ได้ แต่ถ้าใครมีดีวีดีช่วยดูนิดนะคะ เพราะมันจะเป็นเหมือนแท่งโลหะแขวนติดกันเป็นพรืด มีไล่ระดับสูงต่ำด้วยค่ะ เวลาเล่นเขาจะนำมือไปกรีดผ่านๆ จะได่เสียงแหลมสูง ใสๆ เพราะดีอ่ะ ไว้จะหารูปมาให้ดู ตอนนี้ขอเรียกไอ้แผงกรีดเสียงก่อนละกัน ชอบหน้าของโคลเอ้อ่ะ น่ารักเชียว แต่เกลียดท่ายืนร้องเพลงเธอมาก คือวางแขนไม่สวยเลย แต่ก็เข้าใจว่าเป็นลักษณะเวลาร้องเพราะตั้งแต่เริ่มแสดง คุณเธอยืนอยู่ท่าเดียว

 

เพลงที่สามคือ Caledonia เพลงโปรด อันนี้รบกวนกลับไปหาอ่านที่เอนทรี่ก่อนๆ นะคะ ยาว...

 

เพลงที่สี่เพลงนี้คุณออร์ล่าเธอบอกว่าเด็กๆ หลบไป เจ๊ใหญ่ลุยเอง โฮะๆๆๆ ล้อเล่นค่ะ เคยอ่านเจอในเวบ ลิซ่าบอกว่าโคลเอ้เป็นคนออกแนวฮิปๆ Meav เป็นคนมีเหตุผล Mairead เป็นคนขยันมีกำลังเหลือเฟือ และออร์ล่าเป็นคนนิสัยดีมาก อืม เธอดูดีสุดๆ เลยค่ะ

 

เพลงที่ห้า เพลงนี้คือเพลง Sail Away ของ Enyaน่ะแหละค่ะ แต่ทำไมทาง Celtic Woman เรียกว่า ก็ไม่ทราบได้นะคะ แต่ถ้าเข้าใจไม่ผิด คุณเธอจะนำไปแปลเป็นอังกฤษอีกที (มั้ง) อืมมมม ขอเวลาค้นค่ะ คุณเอ็นเธอร้องเดี่ยวใช่ไหมคะ แต่ทางนี้บอกไม่ เรามาเป็นทีมค่ะ เธอเลยแท็คทีมมาสามเลย ตอนเริ่มต้นก็เหมือนๆ กับเอนย่า เสียงดีดไวโอลิน คืดว่าเรียกดีดนะคะ คือเหมือนนำคันชักมาสะกิดกับไวโอลินน่ะค่ะ เสียงจะชัด ไม่มีเอคโค แล้วเสียงกลองก็แน่นดี อาจจะไม่หนักมาก แต่ดีค่ะ กลางเพลงจะมีเสียงปี่สก็อต ชอบเสียงปี่สก็อตอ่ะ เพราะมากแล้วคอรัสเขาก็ทำดีเชียว เลือกเสียงดีๆ มาทั้งนั้นเลย

 

 

เพลงที่เจ็ดเป็นลิซ่าในเพลง The Blessing ไม่ได้ลำเอียงนะคะ แต่เพลงนี้ดีตรงที่ว่าใช้เครื่องดนตรีชิ้นเดียวคือเปียโนค่ะ ลองพยายามฟังดูว่ามีเสียงอื่นนอกจากเสียงเปียโนหรือเปล่า แล้วมีอะไรบ้าง จะมีเสียงปรบมือตอนแรกกับตอนท้ายเพลงค่ะ

 

เพลงที่เก้า เป็นเพลงบรรเลงค่ะ ออกแนวสนุกสนาม เหมือนเพลงที่เล่นตามงานแฟร์ของฝรั่งแบบสนุกสนานน่ะค่ะ ขอทึ่งหนู Mairead เธออีกทีเถอะ เล่นได้ไง เรารึแค่เดินธรรมดายังมีหกล้มกันเลย นี่เธอเล่นไวโอลินไป เต้นไป เฮ้อ

 

เพลงที่สิบ เพลงที่เราหลายคนน่าจะรู้จักกันดีจากเรื่อง The Wizard of Oz เพลงนี้ทุกคนมาร้องรวมกันค่ะ ถ้าลำโพงเสียงแข็งนะ บอกได้เลย เพลงนี้ตายไปซะเถอะ เพราะรวมสาวๆ เสียงหวานแบบนี้ ตาย

 

เพลงที่สิบเอ็ด เพลงนี้ชอบตอนอินโทรค่ะ ถ้าท่านรู้จักคัสทราเน็ต (สะกดอาจไม่ถูกนะคะ) เครื่องดนตรีของสเปนเวลาเต้นฟลามิงโกน่ะค่ะที่ถือในมือแล้ว..อืมมมม อธิบายยากแฮะ เอาเป็นว่ามีคัสทราเน็ตอยู่ชิ้นเดียวแล้วเล่นทั้งเพลงน่ะค่ะ ลองฟังดูดีๆ เพราะเล่นประสานกับอย่างอื่นด้วย แต่ไม่กลบเสียงเจ้าคัสทราเน็ตไปนะคะ

 

เพลงที่สิบสาม เพลงนี้หนูเฮย์ลี่ร้องโซโลค่ะ เสียงหวานใส สูง สามคำนิยามของเธอ ดูสิว่าลำโพงจะเล่นไหวไหม หุหุ ไม่ดีล่ะเราจับผิดง่ายๆ เลยนะคะเนี่ย

 

เพลงที่สิบสี่ เพลงนี้ต้องบอกว่าเล่นกับลำโพงค่ะ เพราะเพลงนี้มีเครื่องดนตรีอยู่ชิ้นเดียวคือฮาร์ปค่ะ เล่นยังไงเหรอคะ ก็เล่นว่าลำโพงจะหลุดเสียงอื่นนอกจากเสียงร้องกับเครื่องดนตรีมาให้เราจับฟิดหรือเปล่าน่ะสิคะ สำหรับครึ่งแรกจะไม่มีอะไรเลย แต่พอครึ่งหลังจะมีไวโอลินเข้ามาบรรเลงร่วม ตอนนั้นก็พิสูจน์ความหวานของลำโพงล่ะค่ะ ว่าจะหวานหรือแข็ง

 

เลงที่สิบห้า เพลงนี้เวลาฟังทีไรนั้นขอบอกว่าต้องอมยิ้มทุกที Sing Out!  ฟังแล้วรู้สึกเฮฮา ยิ้มมมม อารมณ์ดี๊ดี  ตอนแรกจะร้องกันแค่สี่สาว แต่พอกลางเพลงพอกลองเล่นแล้วต่อด้วยคอรัสนั้น รู้สึกว่าอาราณ์มันคึกคักขึ้นนะคะ เป็นเพลงที่ใช้กลองสองแบบ คือแบบที่ใช้ไม้ตีแบบปรกติที่เห็นกัน กับแบบที่ใช้มือค่ะ คือแบบกลองตามเกาะน่ะแหละ ชอบแฮะ

 

เพลงที่จังหวะคึกคัก หนึ่งในไฮไลท์ของชุดนี้ค่ะ Spanish Lady ชอบตรงที่เพลงนี้ออกมาครบห้าคนเลยน่ะค่ะ แล้วก็ผลัดกันส่งเพลง เพราะฉะนั้นจะได้ยินเสียงหวานๆ ในแบบที่ต่างกันครบทุกคน

 

เพลงที่สิบเก้า เป็นเพลงบรรเลงโดยไวโอลินและกลองค่ะ เพลงนี้ลองฟังดีๆ เพราเสียงกลองจะแบ่งข้างชัดเลยว่าซ้ายหรือขวา เพราะมีกลองสองตัว ตัวละข้างค่ะ ตอนแรกจะช้าๆ จะนึกว่าจะหลับหรือเปล่านี่ แต่พอผ่านมาสักสองห้องก็จะเร็วแล้วล่ะค่ะ แถมเดี๋ยวเดียวคนฟัง

 

เพลงที่ยี่สิบ The Voice เริ่มด้วยเสียงของลิซ่าคลอกับ...คิดว่าไวโอล่านะคะ แต่ไม่แน่ใจว่าไวโอลินหรือไวโอล่า พอกลางค่อนปลายเพลงจะมีเสียงกลองเข้ามาชัดมาก และท่อนสุดท้ายนั้น ลิซ่าเธอโชว์พลังเสียงได้สุดยอดเลย

 

เพลงที่ยี่สิบสาม Mo Ghile Mear เพลงนี้แปลไม่ออกค่ะ ไร้สิ้นซึ่งความสามารถในการแปลคำนี้ แต่ชอบค่ะ เริ่มจากเสียงคอรัสแล้วตามด้วยเสียงคุณ Meav เป็นเพลงที่ใช้เครื่องดนตรีน้อยอีกแล้ว นัทว่าดีนะคะ เพราะเราจะสังเกตเสียงเครื่องดนตรีง่ายกว่าเสียงดนตรีคลอทุกวินาทีเลยทีเดียว กลางเพลงจะมีตอนที่กลองสองตัวเขาโซโลกันเองด้วยค่ะ

 

เพลงที่ยี่สิบสี่เป็นเพลงคัฟเวอร์ค่ะ You Raise Me Up เพลงนี้หลายคนคงคุ้นเคยกับเวอร์ชั่นของ Westlife นัทก็ชอบนะวงนั้น แต่เพลงนี้พอผู้หญิงร้องก็ให้ความรู้สึกแปลกออกไปค่ะ เพราะต่างกัน

 

ในด้านภาพนั้นคงต้องขึ้นอยู่กับว่าโทรทัศน์ของคุณจะสามารถแสดงออกมาได้สวยแค่ไหนแล้วล่ะค่ะ เพราะสำหรับนัทนั้นคงต้องเล่นให้ดูแล้วชี้แต่ละจุดว่าเห็นอะไรบ้าง จะว่าไปแล้ว ทางร้านนัทมีตัว HD DVD Player หลายเครื่องกะลังกลุ้มใจว่าจะเอายังไงดี เพราะตอนนี้ทาง Blu-ray ชนะไปแล้ว เฮ้อ

 

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วหลายท่านคงเข้ามาอ่านในบลอคแล้วตกใจว่านัทบ้าอะไรขึ้นมา ถึงมากรีดร้องในบลอคแบบนั้น ก็เอาเป็นว่า นายโทรศัพท์ข้ามประเมศ + ข้ามทวีปมาด่าถึงที่เลยค่ะ ทั้งๆ ที่นัทไม่ผิดด้วย เพราะถ้าผิดแล้วด่านะ นัทไม่โวยหรอก นี่ตัวเองผิดเองแล้วมาจำไม่ได้เลยขอด่านัทไว้ก่อน นัทเลยของขึ้น ไม่พูดไม่จากับนายเลย เพราะโดนขนาดนั่งร้องไห้ในร้านเลยค่ะ วันรุ่งขึ้นเลยมาสายทั้งๆ ที่ช่วงนี้มาทำงานเช้าขึ้นจนฝ่ายบุคคลโทรไปถามว่าจะมาหรือเปล่า ทั้งๆ ที่เลยเวลาตอกบัตรไป 5 นาทีเนี่ยนะ ที่แท้เขากลัวนัทหนีไปเลยไม่มาทำงานแล้วนี่เอง เฮ้อคนเรานะ

 

นี่น้องๆที่ร้านที่พารากอนมาลาออกไปสามคน ทีเดียวสามคน เฮ้อสลบ

พอนายทราบเลยหยุดด่ากระทันหัน เพราะกลัวใจนัทค่ะ กลัวนัทจะออกอีกคนมั้ง เชอะ คนเรานะถ้าทำดีกับลูกน้อง ก็ไม่มีใครหนีหรอกค่ะ ถ้าไม่เหลืออดในสถานการณ์แบบนี้ ใครจะอยากออกไปเตะฝุ่นกัน คนเรา

edit @ 1 May 2008 22:24:18 by kurumi

 วันนี้มาแบบอารมณ์เสียค่ะ เซ็งจิตสุดๆ ขนาดหยิบแผ่นคอนเสิร์ตเจ๊มาลัยที่เพิ่งได้มาเปิดดูในร้านแล้วตามด้วย 24 ปี 6 แล้วยังเซ็ง เลยไปเดินสินทรตอนเที่ยง นึกว่าอารมณ์จะดีขึ้น ที่ไหนได