วันนี้เป็นวันที่หนังเข้าวันแรก แล้วดันเข้าพร้อมกับ Curse of Golden Flower ซะอีก ก็สองจิตสองใจนะเนี่ย ว่าจะดูอะไร ตอนแรกว่าจะดูทั้งคู่เลยวันนี้ แต่เปลี่ยนใจ เพราะเวลาไม่พอ

อันที่จริงก็โอ้เอ้เองแหละค่ะ ทำโน่นนี่กว่าจะเสร็จก็เลยดูรอบที่ใกล้ที่สุดเล่นเอาคนที่ไปด้วยบ่นนิดหน่อย เพราะอยากดูกง ลี่ มากกว่า แต่เราเผด็จการจะดูอันนี้ เพราะเวลาใกล้กว่า กง ลี่น่ะดูแน่ แต่จะเอาแบบที่นั่งดีๆ นั่งสบายๆ จะได้เอนจอยกว่านี้ รอบที่มีมันไม่เอนจอยเท่าที่ควร คนล้นโรงเลย จะบ้าเรอะ หนังฟอร์มยักษ์ขนาดนั้น นั่งแบบไม่สบายได้ไง จะดูแบบสบายๆ น่ะ เข้าใจไหม

Final Score ท่านที่ยังไม่ได้ดูก็อ่านได้ในส่วนต้นนะคะ เพราะจะยังไม่สปอยล์ อันนี้คืออ่านมาจากหนังสือบ้าง ดูวีดีโอจาก you tube บ้างว่าเบื้องหลังเป็นไง แต่ดูแล้วนับถือมาก

แอน(หญิง)-ผู้กำกับ หลังจากจบหนังเรื่องนี้ เธอหนีไปนั่งสมาธิคนเดียวเป็นกิจวัตร (ไม่รู้บนบานไว้หรือปลงกับชีวิตเลยทำแบบนี้ ไม่แน่อาจจะบรรลุก็ได้นะคะ) --> สาธุ

หมู(ชาย)-ถ่ายภาพหลังแบกกล้องวิ่งอยู่ 365 วัน พอปิดกล้องก็โกนหัวออกบวชทันที(3 เดือน)แสดงว่าหนังเรื่องนี้ได้บุญสูงมากนะเนี่ย ทำให้คนละทางโลกหาทางธรรมอีก 1 คน สาธุ

กบ(ชาย)-ฝ่ายเสียง สงสัยว่าทำไมไม่ถ่ายในโรงเรียนสตรีมั่ง(วะ) --> เห็นว่าหลังถ่ายจบก็หายตัวไปเลยนี่คะ ตอนนี้หาตัวเจอหรือยังเนี่ย

แน็ต(ชาย)-ตัดต่อ เขาบอกว่าดูฟุตเตจ 1 ม้วน จะแก่ลง 1 ปี แล้วนี้ 300 ม้วน โหหน้า...มาเลยอ่ะ ในวีดีโออ่ะ (รู้สึกว่า 1 ม้วนจะยาว 1 ชั่วโมง)

ลูกปัด(หญิง)-ผู้จัดการกองถ่าย หลังปิดกลองเก็บของกลับไปทำอาหารขายที่บ้านต่างจังหวัด เรียกว่าลาขาดการทำหนังว่างั้นเหอะ

ผิง(หญิง)-ผู้ช่วยผู้จัดการกองถ่าย เชื่อว่าหลังจบหนังเรื่องนี้ ไม่มีอะไรในโลกานี้ที่เราจะทำไม่ได้ เลยเปลี่ยนอาชีพตัวเองไปเป็นสาวโรงงานกระดาษ --> เอ่อ คิดได้เยี่ยมมากค่ะท่าน เห็นด้วยอย่างรุนแรงว่า ไม่มีอะไรในจักรวาลนี้ที่ท่านทำไม่ได้ หลังนรก 365 วันที่ท่านๆ ผจญมาแล้วแบบนี้

โบว์(หญิง)-ตัดต่อ หลังจบงาน คุณเธอโกนหัวสกินเฮด แล้วคุยกับต้นไม้ดีกว่าคนฮ่ะ บางทีคุยกับแมว บอกว่าก็มันเครียดเลยต้องระบาย

กองถ่ายหนังเรื่องนี้มี 7 คนโปรดอ่านสภาพแต่ละคนที่ทุ่มเทกับงานจน... อย่างที่เห็นข่างบน

วันก่อนอ่านหนังสือหนังเล่มหนึ่ง เขาบอกว่าตอนแรกทีมงานก็ไม่ทราบสาเหตุที่คุณแม่ของเปอร์ยอมให้ถ่ายทำ ปรากฎว่าถ่ายไปสักพักก็เก็ตว่า เพราะแม่เป็นครู และลูกอยู่ในวันหัวเลี้ยวหัวต่อ เกเรง่าย ถ้ายอมให้ถ่ายก็เหมือนมี 7-11 มาคอยช่วยดูแลควบคุมความประพฤติลูกชายให้หนีเรียนไม่ได้ เกเรไม่ได้ แม่จะได้เบาใจ แถมเป็นม. 6 อีก เหตุผลนี้ ขอบอกเลยว่าเพราะคนๆ นี้เป็นแม่ แม่ที่รักลูก เลยยอมเสียสละทุกอย่างแม้ความเป็นส่วนตัวเพื่อลูกจะได้ดี

เคยเอาคำถามพี่ติ๋วว่า พี่ติ๋วรู้ไหมทำไมแม่เปอร์ถึงยอมให้เขาตามถ่ายลูกชาย+อยู่ในบ้านตั้งปีแบบนี้

พี่ติ๋วบอกไม่รู้

พอบอกว่าเพราะอะไร พี่เขาบอกเลยว่าเพราะแม่เป็นแม่ไง มีแต่คนเป็นแม่เท่านั้นแหละที่จะคิดแบบนี้ได้ นัทก็เห็นด้วย และคิดว่าเปอร์ก็คงจะรู้ซึ้งแล้วตอนนี้เช่นกัน

เห็นว่าคนที่ถ่ายทำหนังเรื่องนี้ทั้งกอง เครียดไปกับน้องๆ ด้วย ไม่ว่าวันสอบ วันประกาศผล คือเรียกว่าเครียดเหมือนเป็นคนในครอบครัวอีกคนเลยทีเดียว เพราะตามถ่ายกันมาเป็นปีแบบนั้น ไม่เครียดด้วยก็ไม่รู้แล้วล่ะ

เล่าเรื่องคนตัดต่อก่อนนะคะ เขาเขียนว่าคนตัดต่อย้ายที่ตัด 3 ครั้ง ตอนแรกเช่าห้อง แล้วย้ายไปที่ห้องตัดต่อหรือไงเนี่ยแหละ ต่อมามีคนซื้อบ้าน(รู้สึกจะแน็ต ขอไปค้นเดี๋ยว)เลยยกพวกไปกินนอนตัดมันที่นั้นเลยแถมตอนหลังคุณเก้ง จิระก็มาช่วยกันทำที่นั่น -->เอ่อ ถ้าไม่ซื้อบ้านนี่พวกพี่คงไปนอนในห้องตัดต่อแทนใช่ไหมคะ

รู้สึกจะStarpic มั้งที่ไปถามคนตัดต่อว่า ที่ว่าตัดต่อ 7 เดือนจริงไหม เลยโดนโวยว่า 7 เดือนอะไร ตัดอยู่ 1ปีกับ 4 เดือนนี่แหละ O_Oโหพี่เป็นหนู หนูลาตายไปแล้ว เยอะขนาดนั้น

เป็นหนังที่ใช้ฟิล์ม 300 ม้วน ไม่อยากคิด และไม่อยากทราบว่าในกี่ชั่วโมงกัน เห็นจากภาพใน you tube ว่าใช้กล้องจากมือถือถ่ายด้วย มิน่าคุณภาพบางฉากถึงไม่ดีขนาดนั้น

ที่ติดใจมีอยู่ 2 ฉาก ฉากแรกที่ไปเที่ยวทะเลกัน แล้วนั่งล้อมวงว่าใครอยากเป็นอะไร เอาแค่ฝันก็พอนั่น ดูแล้วมองย้อนตัวเองนิดๆ ตอนนั่งในโรง ว่าตอนม. 6 เราไม่ได้คิดแฮะ เพราะตอนขึ้นม. 6 นี่นับถอยหลังไปอเมริกาลูกเดียว เพราะติด AFS. แต่ถ้ามีคนถามก็จะตอบว่าทำงานที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษที่ต้องติดต่อกับคนเยอะๆ แน่นอน หรือไม่ก็เอา Import-Export เพราะโตมากับทางนี้ และชอบภาษา แต่น้องๆ ในหนังล่ะ ทำไมตอบไม่ได้ขนาดนั้นเลยเหรอ หรือว่าระบบการศึกษาของไทยมันล่มขนาดนั้นแล้ว

อีกฉากก็คือฉากที่เขาถามกันว่า ความรู้คืออะไร ถ้าถามเรา เราก็คง ความรู้ก็คือความรู้ไง กำปั้นทุบดินนี่แหละ แม้แต่อาจารย์ยังตอบว่า ความรู้คือทุกสิ่งเลย แล้วเราจะเอาอะไรกับการศึกษาล่ะ

ตนที่ยังไม่ได้ดูกรุณาข้ามจากนี้ไปนะคะ เพราะจะสปอยล์ล่ะนะ

เด็กโรงเรียนสวนกุหลาบ ชั้นม. 6 ที่กำลังจะเอ็นฯ เมื่อปีที่แล้ว ที่ใช้ O-Net, A-Net เป็นปีแรก เป็นการเกาะติดชีวิตพวกเขา ทั้งการเรียน ครอบครัว เพื่อน เรียนพิเศษ

พอผลการสอบครั้งที่ 1 ออกมา บางคนคะแนนโอเค แต่บางคนก็ไม่ดีเช่นบิ๊กโชว์ที่ ได้เลข 27 ถึงกับร้องไห้ออกมาเลย เล่นเอาเราน้ำตาซึมไปด้วย

เปอร์ที่เครียดถึงกับไม่เข้าสอบวิชาสังคม (ถ้าจำไม่ผิดนะคะ) ตอนเดือนธันวาคม

โบ้ทที่อยากเรียนประมง แต่ที่บ้านอยากให้เลือกบัญชี แต่สุดท้ายก็เลือกประมงอันดับ 4

พอผลสอบครั้งที่ 2 ออกมาปรากฎว่าผลดีทุกคน แต่ก็อย่างที่ทราบกัน ต้องทบทวนคะแนน ตรวจกันใหม่ วุ่นวาย น้องๆ เครียดกันจนบิ๊กโชว์ของดการถ่ายทำ

นี่ผู้ใหญ่จะทราบไหมว่าผลของคุณทำลายเด็กๆ แค่ไหนน่ะ หา

สรุป ทุกคนได้เรียนมหาวิทยาลัย เพียงแต่มีคนเรียนเอกชน 1 คน แต่เอกชนแล้วไง ถ้าทุกคนจบออกมามีคุณภาพ ทำงานได้ เป็นคนดีก็พอแล้วนี่ คุณจะเอาอะไรกับปริญญาของรัฐหรือเอกชน มันสำคัญที่คนค่ะ

เลิกค่านิยมเรียนมหาวิทยาลัยรัฐหรือเอกชนได้แล้ว เมืองไทยมันย่ำอยู่กับที่เพราะค่านิยมห่วยๆ แบบนี้น่ะแหละ


edit @ 2007/02/02 12:41:28

Comment

Comment:

Tweet

#8 By (37.187.124.99|37.187.124.99) on 2015-05-09 12:42

#7 By (95.168.217.24|95.168.217.24) on 2015-05-08 11:38

อีกมุมนึงที่ผมคิดกับการเรียนในขั้นมหาวิทยาลัยนะครับ จริงๆแล้วถ้าเราดูเมืองนอก การเรียนในระดับนี้มันไม่ได้สงวนอยู่เฉพาะวัยๆหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่หากคุณอยากมีความรู้เฉพาะด้านนั้นๆ คุณก็เข้าไปศึกษา ไปเรียนรู้เพื่อการนำมาใช้ในสาขาวิจัย ต่อยอดจากองค์ความรู้เดิม และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆขึ้นมาจากฐานความรู้ขั้นเดิม แต่กลับกลายเป็นว่าบ้านเรามองแต่การนำกระดาษ 1 แผ่นใบหลังจากการจบการศึกษาไปใช้ทำอะไรก็แล้วแต่ หรือแม้แต่การเรียนในระดับ ป.โท ในบ้านเราก็กลับกลายเป็นว่า อยากอัพเงินเดือนก็ไปต่อ ป.โท จบ ป.ตรีมา ไม่รู้จะทำอะไรดี ก็ไปต่อ ป.โท ซึ่งผมว่ามันเป็นความบิดเบี้ยวของระบบการศึกษาในประเทศไทยอย่างน่าประหลาดทีเดียวครับ มีคนนึงพูดไว้ในห้องสีลม pantip.com ว่างานในบ้านเราตอนนี้ หลายๆงานรับสมัครคนแบบ Over-Knowledge คือการต้องการบุคลากรที่ต้องการวุฒิขั้นต่ำเกินกว่าความรู้และความรับผิดชอบที่งานนั้นๆ จะสามารถทำได้

บางที คำตอบของคำว่า ความรู้คืออะไร ? อาจจะอยู่ที่ว่า แล้วคุณจะเอาความรู้ที่คุณอุตส่าห์ร่ำเรียน 2 ปี 4 ปี 5 ปี ไปปรับใช้ พัฒนางาน พัฒนาชีวิตให้มันดีขึ้น เจริญก้าวหน้าและ งอกงามขึ้นได้อย่างไรครับ

#6 By nora on 2007-02-02 02:17

หนังเรื่องนี้สุดยอดของการอดทนจริงๆ
เราเองก็เป็นเด็กที่สอบเอนท์ แต่ได้โควต้าซะก่อนเลยไม่มีอารมย์แบบว่าลุ้นว่ากูจะติดรึไม่ติด เสียดายนิดๆที่ไม่ได้ลุ้น แต่ก็ดีที่ได้เรียนมหาลัย เพราะถ้ารอลุ้นแม่คงอกแตกตาย เพราะไอ้ลุกคนนี้อาจจะไม่ติดอะไรเลยก็ได้

ระบบแต่ละระบบควรจะมีการทดลองเพื่อผลที่ได้จะต้องแม่นยำ ไม่ใช่นึกจะใช้ก้ใช้ นำระบบมาทดลองใช้กับคนทั่วไปเลย ผลมันถึงออกมายังงี้ แบบที่เห้นไง เละไปหมด เศร้าใจแทนน้องๆ

#5 By Paa orKant on 2007-02-02 01:04

ที่เราคิดว่ามันยิ่งไปกว่า "รัฐ" หรือ "เอกชน"
คือให้สังคมไทยเลิกบูชาแผ่นกระดาษประทับตรามหาวิทยาลัยดังๆ มากกว่าความสามารถคนดีกว่าค่ะ

บางคนต้องเรียนเพราะมันจะได้งาน แต่ถามว่า "ความรู้" ที่ได้มา คิดจะเอาไปต่อยอดไหม ก็คงหายาก ที่จะต่อยอดสิ่งที่ไม่ได้รัก เด็กสมัยนี้เหมือนเรียนเพื่อไหลไปตามกระแสเท่านั้นเอง

#4 By เมพหมี shakri on 2007-02-02 00:41

กำลังอยากจะไปดูเรื่องนี้พอดีเลย

โชคดีที่ผ่านจุดนั้นมาแล้วแว้บนึง = =;

นั่นสินะ ประเทศไท้ ไท ยึดติดกับคำว่า มหาลัยรัฐ มากเกินไปแล้ว
(แต่เดี๋ยวมหาลัยรัฐก็จะออกนอกระบบแล้ว ไม่รู้จะเป็นยังไงต่อไปกับระบบการศึกษาไท้ ไท - -)

#3 By J@an~♪♫ on 2007-02-02 00:21

โห.. คิดอยู่เหมือนกันว่าคนทำหนังต้องโคตรเหนื่อย แต่ไม่นึกว่าจะเหนื่อยขนาดนี้ ยิ่งช่วงเอ็นท์เห็นแต่คนที่เต็มไปด้วยแรงกดดันเต็มไปหมดแล้วก็น่าเครียดแทนนะค่ะ นี่ยังไม่ได้ไปดูหนัง แต่ก็ว่าจะไปดูเร็วๆนี้เพราะอยากรู้ว่ามุมมองในคนที่ตั้งหน้าตั้งตาเอ็นท์เป็นไง
(พอดีว่าตัวเองเลือกเรียนในสาขากับมหาลัยปิดที่ไม่ยากเกินกำลังตัวเองในการเอาโควต้าเท่าไรเลยอ่านหนังสือไปสอบแค่สมควรเลยไม่ค่อยเข้าใจคนที่ทุ่มเทเท่าไร)

#2 By .:: Milo Studio ::. on 2007-02-02 00:16

คิดเหมือนกันเลยค่ะ ครั้งแรกที่เห็นหนังตัวอย่างเรื่องนี้ คิดแวบแรกเลยว่า ระบบใหม่แทนที่จะทำให้เด็กกดดันน้อยลง กลับทำให้เครียดกันมากขึ้นรึป่าว เดี๋ยวนี้ใครที่ไม่ได้เรียนพิเศษกับสถาบันดัง ๆ จะกลายเป็นปมด้อยไปหมู่เพื่อน ๆ ไปแล้ว เพราะมันเป็นสังคมนิยมไปแล้ว เวลาผ่านไป ทำไมระบบการศึกษาเรานอกจากจะไม่เดินหน้าแล้วยังเดินถอยหลังอีกต่างหาก (โอ้วว ครั้งแรกที่เม้นท์ยาวมากค่ะ )

#1 By เจนเนสซ่า (58.64.89.238) on 2007-02-02 00:12